หลักสูตร

สะเต็มศึกษารุ่นที่ 2

โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย

ประเภทประกาศนียบัตร (Non-Degree)

ข้อมูลโครงการ

ชื่อมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ชื่อหลักสูตร

หลักสูตรประกาศนียบัตร สาขาวิชาสะเต็มศึกษา

กลุ่มอุตสาหกรรม/กลุ่มพัฒนากำลังคน

พัฒนายกระดับเพิ่มขีดความสามารถกำลังคนในภาคส่วนครูและบุคลากรทางการศึกษาเน้นทักษะในศตวรรษที่ 21

หน่วยงานหรือสถานประกอบการที่ร่วมการจัดการเรียนการสอน

โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  สังกัดสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือสังกัดอื่นๆ รวมถึงโรงเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง

แผนการรับนักศึกษา

จำนวนนักศึกษาต่อรุ่น

30 คนต่อรุ่น

ระยะเวลาในการจัดการศึกษา

4 เดือน (กันยายน – ธันวาคม 2565)

จำนวนชั่วโมงในการดำเนินการ

295 ชม. * จัดการเรียนการสอนไม่น้อยกว่า 9 หน่วยกิตระบบทวิภาค โดยปฏิบัติจริงในสถานประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนหน่วยกิตทั้งหมด  ทั้งนี้ จัดการเรียนการสอนทฤษฎี 15 ชม. = 1 หน่วยกิต และปฏิบัติในสถานประกอบการ 45 ชม. = 1 หน่วยกิต

กลุ่มเป้าหมาย

ครูฟิสิกส์ เคมี และคณิตศาสตร์ที่สอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  สังกัดสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือสังกัดอื่นๆ  รวมถึงครูในโรงเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง

การออกแบบหลักสูตร

เนื่องด้วยในปัจจุบันประเทศไทยกำลังมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเพื่อก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางนั้น โดยมุ่งเน้น 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายคือ

Food, Agriculture and Bio-Technology

Health, Wellness and Bio-Med

Smart Devices, Robotics and Mechatronics

Digital, Internet of Things, Artificial Intelligence and  Embedded Technology

Creative, Culture and High Value Services

ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 5 กลุ่มนั้นล้วนต้องการกำลังคนที่มีศักยภาพทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ดังนั้นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพของกำลังคนนั้นคือการพัฒนาครู หรืออาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่ากระบวนการที่อยู่เบื้องหลังที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของมนุษย์คือครูผู้สอนซึ่งนอกจากจะให้แรงบันดาลใจให้สนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ผู้เรียนแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาความรู้ความชำนาญของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ หรือ  STEM Education

วัตถุประสงค์หลักสูตร

เพื่อพัฒนาศักยภาพครูฟิสิกส์ เคมี และคณิตศาสตร์ที่สอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้มีองค์ความรู้ทางฟิสิกส์ เคมีและคณิตศาสตร์ที่เข้มแข็ง รวมทั้งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางสะเต็มศึกษา มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ และการจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นบทบาทสำคัญในการพัฒนาเยาวชนหรือกำลังคนของชาติให้มีความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมอย่างยั่งยืน

ผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร

1. อธิบายและประยุกต์ใช้ความรู้ฟิสิกส์เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันได้ รวมทั้งมีความรู้อย่างลุ่มลึกในระดับที่สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง

  • SPLO 1 อธิบายหลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์ อาทิ แรงในชีวิตประจําวัน ผลของแรงที่กระทําต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ พลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง สสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจําวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และสามารถระบุมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน ในระดับที่สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้ (เนื้อหาถูกต้อง)
  • SPLO 1 ผู้เรียน (ครู) สามารถออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนและสภาพแวดล้อม นอกจากนี้จะต้องมีความถูกต้อง เหมาะสมสอดคล้องกับองค์ความรู้ความเข้าใจในพื้นฐานทางฟิสิกส์ (ออกแบบการสอนได้สอดคล้องกับเนื้อหาที่ถูกต้อง)

2. อธิบายและประยุกต์ใช้ความรู้เคมีเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันได้ รวมทั้งมีความรู้อย่างลุ่มลึกในระดับที่สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง

  • SPLO 1 สามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบและสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย ความเข้มข้นของสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์ไฟฟ้าเคมี เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเคมีในชีวิตประจำวันหรือแก้ไขโจทย์ปัญหาทางเคมีได้อย่างถูกต้อง
  • SPLO 2 สามารถนำองค์ความรู้ไปสู่การจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนตามแนวทาง STEM หรือการเรียนรู้ฐานสมรรถนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. อธิบายและประยุกต์ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเรขาคณิตและพีชคณิต เพื่อเชื่อมโยงความรู้กับการพัฒนาสมรรถนะและความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ได้ รวมทั้งมีความรู้อย่างลุ่มลึกในระดับที่สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง

  • SPLO 1 สามารถอธิบายหลักการและทฤษฎีทางเรขาคณิตได้อย่างถูกต้อง สามารถจัดการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงความรู้ทางด้านเรขาคณิตกับการพัฒนาสมรรถนะและความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ และเลือกใช้สื่อ เทคโนโลยี หรือเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง
  • SPLO 2 สามารถอธิบายมโนทัศน์พื้นฐานทางพีชคณิตได้อย่างถูกต้อง สามารถจัดการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงความรู้ทางด้านพีชคณิตกับการพัฒนาสมรรถนะและความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ และเลือกใช้สื่อ เทคโนโลยี หรือเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการสอนพีชคณิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง

4. ออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการความรู้ทางฟิสิกส์ เคมี หรือคณิตศาสตร์ร่วมกับศาสตร์ทางการสอนได้  และสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความรู้กับบริบทของโลกปัจจุบัน (Real-World context) ได้  รวมทั้งสามารถจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อจุดประกายความคิดใหม่ๆ ให้กับนักเรียนได้

การจัดการเรียนการสอน

กระบวนการจัดการเรียนรู้

  • ใช้ Outcome Based Education เป็น platformกำหนดผลลัพธ์การเรียนการรู้ของหลักสูตร (Program learning outcome) สมรรถนะของบัณฑิต (Competency) ออกแบบกลยุทธ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนที่สอดคล้อง และกำหนดวีธีวัดและประเมินผลผลลัพธ์การเรียนการรู้ของนักศึกษาตลอดจนโครงสร้างหลักสูตร
  • การจัดการเรียนรู้ในลักษณะหน่วยแยกเชิงผลลัพธ์การเรียนรู้ หรือ โมดูลการเรียนรู้ (Module of learning) โดยจัดการเรียนรู้เชิงผลลัพธ์การเรียนรู้ ที่เน้นการสร้างความสามารถ (competence) จากความรู้วิชาการ ผ่านประสบการณ์ (Experience Learning) กล่าวคือการถ่ายทอดความรู้ และการฝึกฝนภายใต้การดูแลสนับสนุนของอาจารย์ใน Module ที่ 1 และการสร้างประสบการณ์จากการทำงานจริงด้วยตนเองใน Module ที่ 2

สำหรับ Module ที่ 2 ผู้เรียนจะต้องเข้าฝึกปฏิบัติงานในโรงเรียนต้นสังกัดของตน โดยมีคณะกรรมการดูแลผู้เรียนในโครงการ ประกอบด้วย อาจารย์ที่ปรึกษา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและหรือบุคคลที่หลักสูตรเห็นสมควร และอาจารย์นิเทศ เป็นผู้ให้คำปรึกษา และประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยผู้เรียนต้องเสนอโครงร่างแสดงแผนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมคร่าวๆ ก่อนการฝึกปฏิบัติงานจริง

โมดูล 1
Foundation of
Physics

2 โมดูลย่อย

โมดูล 1
Foundation of Chemistry

.

โมดูล 1
Foundation of Mathematics

2 โมดูลย่อย

โมดูล 2
Experience Integrated Learning

.

Module 1 Foundation of Physics ประกอบด้วย 2 โมดูลย่อย

SPLO 1.1 ผู้เรียน (ครู) :
สามารถอธิบายหลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์ อาทิ แรงในชีวิตประจําวัน ผลของแรงที่กระทําต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ พลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง สสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจําวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และสามารถระบุมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน ในระดับที่สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้ (เนื้อหาถูกต้อง)

SPLO 1.2 ผู้เรียน (ครู):
สามารถออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนและสภาพแวดล้อม นอกจากนี้จะต้องมีความถูกต้อง เหมาะสมสอดคล้องกับองค์ความรู้ความเข้าใจในพื้นฐานทางฟิสิกส์ (ออกแบบการสอนได้สอดคล้องกับเนื้อหาที่ถูกต้อง)

โมดูลย่อย 1.1 ธรรมชาติของฟิสิกส์ 1

Course Overview:

  • หลักการและทฤษฎีทางฟิสิกส์ รวมถึงธรรมชาติของวิชาฟิสิกส์ การจัดการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ในหัวข้อที่เกี่ยวกับแรงในชีวิตประจําวัน ผลของแรงที่กระทําต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ พลังงาน พลังงานในชีวิตประจําวัน การวิเคราะห์เนื้อหาวิชาซึ่งประกอบด้วยมโนทัศน์พื้นฐานและมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดมโนทัศน์ในการเรียนรู้ แม่นยำในเนื้อหาวิชา รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แก้ปัญหาในเนื้อหาวิชาและสร้างสรรค์กลยุทธ์ การจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมและนำไปสู่การปฎิบัติให้เกิดผลจริง

Course Learning Outcomes:

  • สามารถอธิบายและถ่ายทอดกฎ ทฤษฎี รวมถึงองค์ความรู้ทางฟิสิกส์ได้
  • สามารถจัดการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงวิชาฟิสิกส์กับการแก้ปัญหาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
  • เลือกใช้สื่อ เทคโนโลยี หรือเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง

ระยะเวลา:

  • 15 ชั่วโมง (ภาคทฤษฎี)
  • 25 ชั่วโมง (ปฏิบัติงานในสถานศึกษา)

โมดูลย่อย 1.2 ธรรมชาติของฟิสิกส์ 2

Course Overview:

  • หลักการและทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง สสารและพลังงาน ความร้อนและอุณหพลศาสตร์ ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง ไฟฟ้า แม่เหล็กและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การวิเคราะห์เนื้อหาวิชาซึ่งประกอบด้วยมโนทัศน์พื้นฐานและมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดมโนทัศน์ในการเรียนรู้ แม่นยำในเนื้อหาวิชา รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แก้ปัญหาในเนื้อหาวิชาและสร้างสรรค์กลยุทธ์ การจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมและนำไปสู่การปฎิบัติให้เกิดผลจริง

Course Learning Outcomes:

  • สามารถอธิบายและถ่ายทอดกฎ ทฤษฎี รวมถึงองค์ความรู้ทางฟิสิกส์ได้
  • สามารถจัดการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงวิชาฟิสิกส์กับการแก้ปัญหาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
  • เลือกใช้สื่อ เทคโนโลยี หรือเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง

ระยะเวลา:

  • 15 ชั่วโมง (ภาคทฤษฎี)
  • 25 ชั่วโมง (ปฏิบัติงานในสถานศึกษา)
โมดูล 1 Foundation of Chemistry

SPLO 1.1:
สามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบและสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย ความเข้มข้นของสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์ไฟฟ้าเคมี เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเคมีในชีวิตประจำวันหรือแก้ไขโจทย์ปัญหาทางเคมีได้อย่างถูกต้อง

SPLO 1.2:
สามารถนำองค์ความรู้ไปสู่การจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนตามแนวทาง STEM หรือการเรียนรู้ฐานสมรรถนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระยะเวลา:

  • 30 ชั่วโมง (ภาคทฤษฎี) 
  • 15 ชั่วโมง (ภาคปฏิบัติ) 
  • 50 ชั่วโมง (ปฏิบัติงานในสถานศึกษา)
Module 1 Foundation of Mathematics ประกอบด้วย 2 โมดูลย่อย

SPLO1.1:
สามารถอธิบายหลักการและทฤษฎีทางเรขาคณิตได้อย่างถูกต้อง สามารถจัดการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงความรู้ทางด้านเรขาคณิตกับการพัฒนาสมรรถนะและความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์  และเลือกใช้สื่อ เทคโนโลยี หรือเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง (โมดูลย่อย 1.1)

SPLO1.2:
สามารถอธิบายมโนทัศน์พื้นฐานทางพีชคณิตได้อย่างถูกต้อง สามารถจัดการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงความรู้ทางด้านพีชคณิตกับการพัฒนาสมรรถนะและความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ และเลือกใช้สื่อ เทคโนโลยี หรือเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการสอนพีชคณิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง (โมดูลย่อย 1.2)

โมดูลย่อย 1.1 เรขาคณิตและการเรียนรู้เรขาคณิต (Geometry and Learning Geometry):

Course Overview:
หลักการและทฤษฎีทางเรขาคณิต การจัดการเรียนรู้เรขาคณิตในหัวข้อที่เกี่ยวกับการสมมาตร การเท่ากันทุกประการและความคล้าย พื้นที่และปริมาตร ตรีโกณมิติ และการแปลงเชิงเรขาคณิตการวิเคราะห์เนื้อหาวิชาซึ่งประกอบด้วยมโนทัศน์พื้นฐานและมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดมโนทัศน์ในการเรียนรู้ แม่นยำในเนื้อหาวิชา รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แก้ปัญหาในเนื้อหาวิชาและสร้างสรรค์กลยุทธ์ การจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมและนำไปสู่การปฎิบัติให้เกิดผลจริง

Course Learning Outcomes:

  • สามารถอธิบายหลักการและทฤษฎีทางเรขาคณิตได้อย่างถูกต้อง
  • สามารถจัดการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงความรู้ทางด้านเรขาคณิตกับการพัฒนาสมรรถนะและความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ได้
  • เลือกใช้สื่อ เทคโนโลยี หรือเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการสอนและถ่ายทอดความรู้ทางด้านเรขาคณิตให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง

ระยะเวลา:

  • 30 ชั่วโมง (ภาคทฤษฎี)
  • 20 ชั่วโมง (ภาคปฏิบัติ)
  • 25 ชั่วโมง (ปฏิบัติงานในสถานศึกษา)

โมดูลย่อย 1.2 พีชคณิตและการเรียนรู้พีชคณิต  (Algebra and Learning Algebra):

Course Overview:

  • หลักการและทฤษฎีทางพีชคณิต การจัดการเรียนรู้พีชคณิตในหัวข้อที่เกี่ยวกับจำนวน ตัวแปรและพจน์ สมการและอสมการ พหุนามและการแก้สมการพหุนาม ระบบสมการเชิงเส้นและฟังก์ชันพีชคณิต การวิเคราะห์เนื้อหาวิชาซึ่งประกอบด้วยมโนทัศน์พื้นฐานและมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดมโนทัศน์ในการเรียนรู้ แม่นยำในเนื้อหาวิชา รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แก้ปัญหาในเนื้อหาวิชาและสร้างสรรค์กลยุทธ์ การจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมและนำไปสู่การปฎิบัติให้เกิดผลจริง

Course Learning Outcomes:

  • สามารถอธิบายมโนทัศน์พื้นฐานทางพีชคณิตได้อย่างถูกต้อง
  • สามารถจัดการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงความรู้ทางด้านพีชคณิตกับการพัฒนาสมรรถนะและความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ได้
  • เลือกใช้สื่อ เทคโนโลยี หรือเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการสอนพีชคณิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง

ระยะเวลา:

  • 30 ชั่วโมง (ภาคทฤษฎี)
  • 20 ชั่วโมง (ภาคปฏิบัติ)
  • 25 ชั่วโมง (ปฏิบัติงานในสถานศึกษา)
Module 2 การบูรณาการการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง (Experience Integrated Learning)

โมดูลที่ 2:
มุ่งเน้นการบูรณาการความรู้ทางฟิสิกส์ เคมี หรือคณิตศาสตร์ร่วมกับศาสตร์การสอน  การออกแบบการจัดการเรียนรู้  การทำแผนการจัดการเรียนรู้ การสังเกตการจัดการเรียนรู้และการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา

SPLO ผู้เรียนสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการความรู้ทางฟิสิกส์ เคมี หรือคณิตศาสตร์ร่วมกับศาสตร์ทางการสอนได้  และสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความรู้กับบริบทของโลกปัจจุบัน (Real-World context) ได้  รวมทั้งสามารถจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพื่อจุดประกายความคิดใหม่ๆ ให้กับนักเรียนได้

Course Overview:

  • โมดูลนี้ผู้เรียนจะได้เรียนรู้หลักการของการจัดการเรียนรู้ และผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ทางฟิสิกส์ เคมีหรือคณิตศาสตร์ร่วมกับศาสตร์การสอน การออกแบบการจัดการเรียนรู้ การทำแผนการจัดการเรียนรู้ การสังเกตการจัดการเรียนรู้และการปฏิบัติการสอนสถานการณ์จริง

Course Learning Outcomes:

  • สามารถเลือกและประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับเนื้อหาความรู้ทางฟิสิกส์ เคมี หรือคณิตศาสตร์
  • สามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการความรู้ทางฟิสิกส์ เคมี หรือคณิตศาสตร์ร่วมกับศาสตร์ทางการสอนได้
  • สามารถจัดการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงวิชาฟิสิกส์ เคมี หรือคณิตศาสตร์กับบริบทของโลกปัจจุบัน (Real-World context)
  • สามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่จุดประกายความคิดใหม่ ๆ ให้กับนักเรียนได้
  • สามารถเลือกและใช้สื่อการสอนหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับการจัดการเรียนรู้ได้
  • สามารถจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนตามแนวทางสะเต็มศึกษาได้

ระยะเวลา:

  • 30 ชั่วโมง (ภาคทฤษฎี)
  • 10 ชั่วโมง (ภาคปฏิบัติ)
  • 175 ชั่วโมง.(ปฏิบัติงานในสถานศึกษา)
Scroll to Top